เสิ่นหยาง Shenyang
เสิ่นหยาง Shenyang

เมืองหลวงแห่งมณฑลเหลียวหนิง: จาก “มุกเดน” สู่ศูนย์กลางภาคอีสานของจีนในปัจจุบัน
ประตูสู่ “ตงเป่ย” ของจีน
มณฑลเหลียวหนิงตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เป็นมณฑลที่อยู่ใต้สุดของภูมิภาคตงเป่ย (Northeast China) มีพรมแดนติดกับมณฑลจี๋หลินและเขตปกครองตนเองมองโกเลียในทางตอนเหนือ/ตะวันตก และติดกับมณฑลเหอเป่ยทางตอนใต้ อีกทั้งมีแนวชายฝั่งหันสู่ทะเลป๋อไห่และทะเลเหลือง ทำให้เหลียวหนิงเป็นทั้ง “ฐานอุตสาหกรรมหนัก” และ “เมืองท่าชายฝั่ง” ที่สำคัญของประเทศ
ในภาพรวม เหลียวหนิงมีพื้นที่ราว 148,000 ตร.กม. และมีแนวชายฝั่งยาวประมาณ 2,178 กม. ซึ่งเป็นจุดแข็งด้านทรัพยากรทางทะเลและโลจิสติกส์ของมณฑล
เสิ่นหยาง (Shenyang): ศูนย์กลางของเหลียวหนิงและตงเป่ย
เสิ่นหยาง คือเมืองเอกของมณฑลเหลียวหนิง และเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางของจีนตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การศึกษา และการคมนาคม เมืองมีสถานะเป็น “sub-provincial city” (ระดับสูงกว่าเมืองทั่วไป) และเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมหนักและเทคโนโลยีของภูมิภาค
ปัจจุบันพื้นที่การปกครองของเมืองอยู่ที่ราว 12,869–12,870 ตร.กม. และมีประชากรราว 9.07 ล้านคน (สำมะโนปี 2020)
จาก “มุกเดน” (Mukden) ถึงเสิ่นหยาง: เส้นเรื่องประวัติศาสตร์ที่ทำให้เมืองนี้พิเศษ
เสิ่นหยางมีประวัติยาวนานกว่า 2,000 ปี และเคยเป็นเมืองยุทธศาสตร์สำคัญในสมัยหมิง ก่อนจะก้าวขึ้นเป็น “เมืองหลวงของชาวแมนจู” ในช่วงต้นกำเนิดราชวงศ์ชิง เมืองนี้เคยเป็นที่รู้จักในชื่อแมนจูว่า “มุกเดน (Mukden)” และยังถูกเรียกว่า “เฟิ่งเทียน (Fengtian)” ในบางช่วงเวลา
ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 พื้นที่แมนจูเรียรวมถึงเสิ่นหยางอยู่ท่ามกลางการแข่งขันอิทธิพลของมหาอำนาจ โดยเฉพาะหลังสงครามรัสเซีย–ญี่ปุ่น (1904–1905) ที่ทำให้ญี่ปุ่นได้อิทธิพลสำคัญเหนือโครงข่ายทางรถไฟและพื้นที่ยุทธศาสตร์ในแมนจูเรีย
ต่อมาเกิดเหตุการณ์สำคัญคือ “เหตุการณ์มุกเดน” 18 กันยายน 1931 ซึ่งญี่ปุ่นใช้เป็นข้ออ้างในการบุกยึดแมนจูเรียและนำไปสู่การตั้งรัฐหุ่นเชิด “แมนจูกัว”
หลังญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพโซเวียตเข้ามาในแมนจูเรียในปี 1945 และถอนกำลังออกในเวลาต่อมา
สุดท้าย ในช่วงปลายสงครามกลางเมืองจีน กองทัพคอมมิวนิสต์ยึดเสิ่นหยางได้ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 1948 (ส่วนหนึ่งของ “ยุทธการเหลียวเสิ่น”)

“กู้กงเสิ่นหยาง” และร่องรอยราชวงศ์ชิงยุคต้น
พระราชวังโบราณเสิ่นหยางกู้กง (Shenyang Imperial Palace / Mukden Palace)
แลนด์มาร์กอันดับหนึ่งของเมือง คือ พระราชวังโบราณเสิ่นหยางกู้กง หรือที่รู้จักในภาษาอังกฤษว่า Mukden Palace สร้างขึ้นในช่วงที่ผู้นำชาวจูร์เจิน/แมนจูเริ่มสถาปนาอำนาจ และใช้เป็นศูนย์กลางทางการเมืองในยุคต้น ก่อนที่ราชวงศ์ชิงจะย้ายเมืองหลวงไปปักกิ่ง
ตัวพระราชวังมีพื้นที่ราว 60,000 ตร.ม. มีอาคาร/ห้องรวมกว่า 300 และโดยผังหลักนิยมแบ่งเป็น 3 โซนคือ ส่วนตะวันออก–ส่วนกลาง–ส่วนตะวันตก
ที่สำคัญ พระราชวังแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกของยูเนสโก ภายใต้หัวข้อ “Imperial Palaces of the Ming and Qing Dynasties” (รวมพระราชวังปักกิ่งและเสิ่นหยาง)
จุดเด่นที่หลายคนชอบคือสถาปัตยกรรมที่ผสมอัตลักษณ์แมนจูเข้ากับระเบียบแบบราชสำนักจีน เช่น อาคารทรง “พลับพลา/กระโจม” ในโซนตะวันออก และรายละเอียดสีสันหลังคาที่ต่างจากวังหลวงในภาคกลางของจีน (ถ่ายรูปสวยมาก โดยเฉพาะช่วงฟ้าใส)
“สองสุสานหลวง” ในเสิ่นหยาง: มรดกโลกอีกชุดที่ไม่ควรพลาด
นอกจากกู้กง เมืองนี้ยังมีสุสานจักรพรรดิยุคต้นราชวงศ์ชิงที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกเช่นกัน ได้แก่
-
Fuling Tomb (สุสานตะวันออก) สุสานของ “นูร์ฮาชี” ผู้วางรากฐานอำนาจแมนจู
-
Zhaoling Tomb / Beiling (สุสานเป่ยหลิง) สุสานของ “หวงไท่จี๋” ผู้สถาปนาราชวงศ์ชิงในนาม “จักรพรรดิ”
ทั้งสองแห่งเป็นส่วนหนึ่งของชุดมรดกโลก “Imperial Tombs of the Ming and Qing Dynasties” (ส่วนที่เพิ่มเข้ามาในเหลียวหนิง)
วัดหวาง/วัดฮวาง (Huang Temple) หรือ “วัดสือเซิ่ง” (Shisheng Temple / Huangsi)
อีกจุดที่สะท้อนรากเหง้าหลายวัฒนธรรมของเสิ่นหยาง คือ วัดสือเซิ่ง (Shisheng Temple) ซึ่งมักเรียกกันว่า Huang Temple / Huangsi เป็นวัดพุทธสายทิเบตที่มีความสำคัญในเมือง และมีบันทึกว่าเริ่มสร้างในปี ค.ศ. 1636 วัดแห่งนี้เป็นที่บรรจุพระอัฐของสมนะชั้นสูงหลายรูป บริเวณลานหน้าวัดแห่งนี้ ประดิษฐานรูปปั้นขนาดใหญ่ของจักรพรรดิทั้ง 12 พระองค์ประทับบนบัลลังก์
บริเวณย่านนี้ยังมีงานเทศกาล “Huangsi Temple Fair” ที่เป็นสีสันท้องถิ่นของเมือง (ถ้าไปถูกช่วงจะคึกคักมาก)

